ที่เราเขียนและได้ดัดแปลให้เป็นรูปร่างของฟ้อนต์ตัวอักษรนั้นๆขึ้นมาใหม่ จนกลายมาเป็นฟ้อนต์ตัวอักษรที่เราทำขึ้นมาจาก Fontlab
เว็บบล็อกสรุปผลการเรียนรู้รายวิชา ARTD2304 การออกแบบตัวอักษรเพื่อการพิมพ์ โดย นางสาวพรทิชา ทวีสูงเนิน
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
ฟ้อนต์ตัวอักษรเรา
ที่เราเขียนและได้ดัดแปลให้เป็นรูปร่างของฟ้อนต์ตัวอักษรนั้นๆขึ้นมาใหม่ จนกลายมาเป็นฟ้อนต์ตัวอักษรที่เราทำขึ้นมาจาก Fontlab
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
ฟ้อนต์
โปรเเกม Fontlab
การทำฟ้อนให้เป็นลายมือของตัวเอง ด้วยโปรแกรม Fontlab
แก้ไข้ตัวหนังสือของต้นเองด้วย Fontlab
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559
Goby has several distinct personalities, and can definitely help you make some waves. Lower case Goby is sweet, lively, easy to read, bold, and always friendly. Goby also works great in all-caps, and if you turn on discretionary ligatures, discover a huge stash of funky two and three-letter ligatures that can make ordinary words look extraordinary. The Goby font family also includes Goby Graphics, an ocean-y collection of illustrations by Amy Dietrich. If you need some artful seaweed, a head of coral, a seahorse, or maybe a smiling hermit crab, the unique images of Goby Graphics will work swimmingly.
วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559
วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2559
ความหมายของ Font , Typeface , Character , Alphabet , Typography
Font คือ font มาจากคำว่า “fount” ซึ่งแปลว่า “สิ่งที่ถูกหลอม” ในสมัยก่อน การจะพิมพ์ตัวหนังสือลงไปบนอะไรสักอย่างจะต้องใช้ “ตัวพิมพ์” ซึ่งมักจะสร้างมาจากโลหะที่เอามาหลอมลงในแม่พิมพ์ ซึ่งหมายความว่า หากเราอยากได้ตัวหนา ตัวกว้าง ตัวเอียง หรือแม้แต่ตัวขนาดใหญ่ขึ้น เราจำเป็นจะต้องสร้าง “ตัวพิมพ์” ขึ้นมาใหม่ เพื่อมารองรับตัวอักษรแบบนั้นๆ โดยเฉพาะ และนี่เอง ที่ทำให้เราเรียก “รูปแบบ” ของตัวอักษรที่แตกต่างกันว่า “font” แต่ในปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนจากยุคของโลหะมาเป็นยุค digital ทำให้ขนาดของตัวอักษรนั้นสามารถเพิ่มหรือลดได้โดยง่าย นิยามของคำว่า “font” จึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เหลือแค่ความต่างกันในด้านของ ความหนา ความกว้าง และ ความเอียง เท่านั้น
Typeface คือแบบของตัวอักษร ที่ออกแบบหรือคิดค้นขึ้นมาโดย “นักออกแบบตัวอักษร” นั่นเองครับ ซึ่งในแต่ละ typeface จะมี shape ที่แตกต่างกันออกไป ส่วน Font นั้นเป็นเพียง “รูปแบบ” หรือ “ลักษณะ” หนึ่ง ของ typeface ครับ ตัวอย่างเช่น “Helvetica Bold Condensed Italic” เป็นคนละ font กับ “Helvetica Condensed Italic” และ “Helvetica Bold Condensed” แต่ทั้ง 3 fonts นั้น ถือว่าอยู่ใน typeface เดียวกัน ซึ่งก็คือ “Helvetica”
พูดง่ายๆ ก็คือ typeface หมายถึง กลุ่มของ fonts ต่างๆ ที่มี design เหมือนกัน แต่ต่างกันในแง่ของ “ความหนา(font-weight)”, “ความกว้าง(font-stretch)” และ “ความเอียง(font-style)” นั่นเอง
Character Design คือ character แปลว่า ลักษณะ, design คือ การออกแบบ
Character + Design จึงแปลว่า การออกแบบ 'ลักษณะ' ให้กับตัวละคร หรืออธิบายได้ว่า เป็นการออกแบบ เอกลักษณ์ ให้กับตัวละครนั่นเอง
Alphabet คือ สัญลักษณ์ หรือ เครื่องหมาย สำหรับใช้แทนหน่วยเสียง ในภาษาหนึ่งๆ โดยเรียกรวมทั้งชุดหรือทั้งระบบ โดยทั่วไป อักษรแต่ละตัว มักจะใช้แทนหน่วยเสียงหนึ่งๆ ซึ่งอาจเป็นเสียงสระ พยัญชนะ หรือหน่วยเสียงปลีกย่อยอื่นๆ เช่น อักษรโรมัน อักษรไทย อักษรมอญ โดยทั่วไปเรียกกันว่า "ตัวหนังสือ"
Typography คือ ศาสตร์แห่งการออกแบบและการจัดตัวอักษรเพื่อการสื่อสาร ซึ้งหมายถึงการออกแบบตัวอักษร(Typefaces)และการจัดวางชุดแบบตัวพิมพ์(Fonts)ให้เหมาะสมสวยงามกับพื้นที่ว่างและองค์ประกอบต่างๆ ที่ใช้ในงานออกแบบสื่อสารตามระับบการพิมพ์และการเผยแผ่ประชาสัมพันธ์ทุกชนิด
วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559
Typeface vs Font
คำว่า “Typeface” และคำว่า “Font” หลายๆ คนมักใช้ผิดๆ ถูกๆ อยู่ แม้แต่บทความหรือตามเว็บไซต์ดังๆ ก็ยังพบว่ามีการใช้ 2 คำนี้แบบผิดๆ อยู่ บทความนี้จะอธิบายความหมายและความแตกต่างของ 2 คำนี้ รวมไปถึงที่มา
Typeface vs Font
Typeface คือแบบของตัวอักษร ที่ออกแบบหรือคิดค้นขึ้นมาโดย “นักออกแบบตัวอักษร” ซึ่งในแต่ละ typeface จะมี shape ที่แตกต่างกันออกไป ส่วน Font นั้นเป็นเพียง “รูปแบบ” หรือ “ลักษณะ” หนึ่ง ของ typeface ตัวอย่างเช่น “Helvetica Bold Condensed Italic” เป็นคนละ font กับ “Helvetica Condensed Italic” และ “Helvetica Bold Condensed” แต่ทั้ง 3 fonts นั้น ถือว่าอยู่ใน typeface เดียวกัน ซึ่งก็คือ “Helvetica”
สรุป Fonts กับ Typefaces มันก็คล้ายกันอยู่ดีว่า Fonts มันมีความหมายครอบคลุมทั้งชุดของตัวอักษรนั้นๆ แต่
Typefaces มันเจาะเข้าไปถึงลักษณะเฉพาะ
Typefaces มันเจาะเข้าไปถึงลักษณะเฉพาะ
การใช้ Fonts และ Typeface ที่แตกต่างกันในการออกแบบเว็บทำได้ยากกว่าการออกแบบสิ่งพิมพ์หลายเท่านัก ยกตัวอย่างเช่น
คุณอยากจะใช้ฟอนท์ Copasetic ซึ่งคุณไปดาวโหลดมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่เกิดอาการอยากจะพิมพ์ลงบนหน้าเว็บซะเหลือเกิน
จะทำยังไงดี ก็พิมพ์ไปซะสิ ไม่เห็นยาก แต่..............
คุณอยากจะใช้ฟอนท์ Copasetic ซึ่งคุณไปดาวโหลดมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่เกิดอาการอยากจะพิมพ์ลงบนหน้าเว็บซะเหลือเกิน
จะทำยังไงดี ก็พิมพ์ไปซะสิ ไม่เห็นยาก แต่..............
คนชมที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตาดำๆ เค้าไม่ได้ลงชุดฟอนท์คุณในเครื่องของเขา เพราะฉะนั้นต่อให้ Typefaces คุณสุด
เท่ห์ปานใดเค้าก็จะไม่รับรู้ได้ ทีนี้จะแก้อย่างไรล่ะ....วิธีการก็ต้องพิมพ์ตัวอักษรลงบนโปรแกรมออกแบบกราฟฟิคที่คุณนิยม
อาทิเช่น Photoshop หรือ Illustrator ฯลฯ แล้ว export ออกมาในไฟล์ Gif หรือ Jpeg อะไรก็ว่าไป เท่านี้คนชมก็จะสามารถ
เห็นแบบอักษรของคุณแล้วล่ะ ส่วนพวกที่ออกแบบสิ่งพิมพ์ก็ไม่ต้องกังวล เพราะยังไงคนชมก็เห็นแบบอักษรของคุณตรงเป๊ะอยู่ดี
เท่ห์ปานใดเค้าก็จะไม่รับรู้ได้ ทีนี้จะแก้อย่างไรล่ะ....วิธีการก็ต้องพิมพ์ตัวอักษรลงบนโปรแกรมออกแบบกราฟฟิคที่คุณนิยม
อาทิเช่น Photoshop หรือ Illustrator ฯลฯ แล้ว export ออกมาในไฟล์ Gif หรือ Jpeg อะไรก็ว่าไป เท่านี้คนชมก็จะสามารถ
เห็นแบบอักษรของคุณแล้วล่ะ ส่วนพวกที่ออกแบบสิ่งพิมพ์ก็ไม่ต้องกังวล เพราะยังไงคนชมก็เห็นแบบอักษรของคุณตรงเป๊ะอยู่ดี
ส่วนนักออกแบบเว็บ มีทางเลือกในการใช้แบบอักษรไม่กี่อย่าง โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. Serif หรือ ตัวอักษรที่มีตีน มีขา ที่นิมยมคือฟอนท์ Times และ Times New Roman
2. San Serif หรือ ตัวอักษรที่ไม่มีตีน อ่านง่าย พบเห็นได้ทั่วไป ที่นิยมคือ Arial, Helvetica, และ Verdana
1. Serif หรือ ตัวอักษรที่มีตีน มีขา ที่นิมยมคือฟอนท์ Times และ Times New Roman
2. San Serif หรือ ตัวอักษรที่ไม่มีตีน อ่านง่าย พบเห็นได้ทั่วไป ที่นิยมคือ Arial, Helvetica, และ Verdana
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










